เรียนภาษาจีน ไปเรียนต่อจีน

ไปเรียนจีน เรียนด้วยตัวเอง

Breaking

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562

12:31

ประสบการณ์ ไปเรียนต่อจีน EP1 "จุดเริ่มต้น"

จุดเริ่มต้น ของการไปเรียนต่อ


กว่าจะคิดได้ว่าอยากจะขอทุนไปเรียนต่างประเทศ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึง ม.6 ขึ้นเทอม 2 โอ้โห
"อย่าท้อแท้ แม้ว่าความหวังจะหริบหรี่ก็ตาม"



นั่นเป็นตอนที่สมัครทุนมณฑลแห่งหนึ่ง


ของจีน แต่ด้วยเกรดเฉลี่ยอันย่ำแย่


เหตุจากความตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง


แล้วนี่จะไปทำเกรดให้สวยๆเพื่อให้มหาวิทยาลัยเค้าพิจารณาเราได้ยังไงกันนิ แต่ด้วยความตั้งใจจริง เรา


ไม่ควรตัดโอกาสตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นสิ เอาว่ะ สู้กันสักตั้ง


ตอนนั้นเริ่มจากค้นหาว่า มีทุนอะไรบ้างที่เราน่าจะขอได้ ไม่ว่าจะทุนจังหวัด ทุนรัฐบาล ทุนมหาวิทยาลัย


 ที่สำคัญ ประเทศที่เราอยากจะไป อันนี้ถือเป็นโชคชะตาของเรา เพราะเคยไปเที่ยวที่ปักกิ่งตอน ม.5 เป็น


เวลา 1 เดือน


ตอนนั้นลงเรียนพิเศษภาษาจีนด้วยนิดหน่อยเปนเวลา 60 ชั่วโมงที่สถานบันใกล้ที่พัก (นั่นนิดหน่อยเห

รอนะนั่น แต่ค่าเรียนถูกมากกกก โดนหลอกให้ลงชั่วโมงเยอะ เพิ่มค่าเรียนไปอี๊ก)

พอกลับเมืองไทย ได้ไปเข้าค่ายทำกิจกรรมมหาวิทยาลัยที่เราสนใจตั้งแต่ขึ้น ม.ปลายว่าอยากสอบเข้า ก็

ปะติดปะต่อความรู้สึกใจจนขึ้น ม.6 เทอม 1 และรู้ตัวเองได้ในทันทีว่า "ฉันอยากเรียนภาษาจีน"

แต่ก็รู้ตัวเองอีกว่า เราโง่มากๆ เกรดก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะไปขอทุนได้ยังไงหร่ะนิ ตอนนั้นก็ตัดสินใจค้นหา

จากกูเกิ้ลว่ามีทุนอะไรที่ไม่จำกัดเกรดบ้าง ก็ไปป๊ะเข้ากับทุนมณฑลแห่งหนึ่ง

ออกค่าใช้จ่ายให้ด้วย แถมเรียนภาษา 1 ปี แล้วจึงค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ (หรือบางมหาวิทยาลัยก็ให้ Skipให้ขึ้นมหาวิทยาลัยได้เลย) แถมไม่จำกัดเกรด และให้เลือกมหาวิทยาลัยที่สนใจ
ได้ถึง 3



มหาวิทยาลัย โอเค เอาหร่ะ เมื่อตั้งมั่นแน่วแน่แล้วว่าอยากเรียนที่จีน ก็ต้องได้เรียนที่จีนสิ ถึงแม้เกรดจะน้อยนิด ก็ลุยเลย

โดยตอนนั้นเริ่มจากจัดเรียงขั้นตอนก่อนว่าจะต้องเริ่มจากจุดไหนก่อน เพราะเป็นคนเกรดไม่สวย ดังนั้นเรื่องอื่นๆต้องสวย ไม่ว่าจะเป็น Essay ที่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นคนเก่งภาษาอังกฤษขนาดนั้น คือแกรมม่าเข้าขั้นห่วยขั้นเทพเลยหร่ะ แต่เราก็พยายามเขียนด้วยตัวเองประมาณ 2-3 หน้า

เริ่มจากก็หาตัวอย่างในอินเตอร์เน็ตและเอามา adapt กับของตัวเอง หลังจากนั้นก็เอาไปให้เพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษช่วยตรวจและแก้แกรมม่าให้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เครียด 50% ของการขอทุนเลย เพราะเราไม่อยาก copy งานเขียนของคนอื่น แล้วเราจะเล่าเรื่องชีวิตของเรายังไงให้น่าสนใจ และต้องไม่โกหก


ซึ่งในระหว่างที่เขียน Essay นี้ เราก็ให้อาจารย์ประจำห้อง และอาจารย์ประจำวิชาที่เราชอบ(และอาจารย์ชอบเราด้วยนะ นี่สำคัญมาก) เขียน Letter Recommendation ให้ ซึ่งปัญหาก็คืออาจารย์บางคนอาจจะไม่ได้เขียนยาวมาก หรือบางคนก็ปฏิเสธที่จะเขียน (เพราะอะไร ไม่รู้ แต่ถ้าอาจารย์ไม่สะดวกก็ไม่ตื้อ เข้าใจว่าอาจารย์อาจจะยุ่งมาก เคารพอาจารย์เสมอ)

สุดท้ายจึงได้อาจารย์ประมาณ 3 คนมาเขียน Letter ให้ โดยเป็นอาจารย์ตั้งแต่ ม.5 และ ม.6 (ม.4 ไม่มี) แต่ Essay กับ Letter นี้ จำได้ว่าก็เสียเวลาไปประมาณ 1 เดือนแล้ว เพราะตัวเองก็มีคติที่ว่าถ้าอยากจะทำ(จากใจจริง) ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่ได้ จะได้ไม่เสียใจว่าเพราะตัวเองไม่ทุ่มเท หลังจากนั้นก็ปริ้นเอกสารที่ต้องกรอก

ข้อมูลนำมากรอกข้อมูล พร้อมแนบเอกสารอื่นๆที่ทางมหาวิทยาลัยที่เราเลือกกำหนด (บางมหาวิทยาลัยอาจจะขอเอกสารเพิ่มเติมนอกจากที่ทุนประกาศด้วย ต้องอ่านเว็บมหาวิทยาลัยที่เราเลือกด้วยนะ ไม่ใช่แค่อ่านหน้าเว็บไซต์ทุน)

ซึ่งตอนนั้นเลือกไป 3 มหาวิทยาลัยเต็มพิกัดตามที่ทุนกำหนด และเหลือเวลาแค่ 3 สัปดาห์ที่จะส่งเอกสารไปให้ถึงประเทศจีน แต่งบมีไม่เยอะมาก (แอบที่บ้านสมัคร ไม่อยากให้ใครหรือแม้กระทั่งตัวเองมีความหวัง แต่ไม่ใช่ท้อแท้จนไม่ลงทำ) จึงเลือกส่งกับไปรษณีย์ โดยลงทะเบียนต่างประเทศ ตอนั้นพี่ไปรษณีย์หน้าเคาเตอร์เคลมว่า 2 สัปดาห์ถึงแน่นอน

เราก็คำนวณแล้วว่าระหว่าง EMS กับลงทะเบียนค่าส่งต่างกันเป็นร้อย ถ้าจ่าย EMS ไปนี่ อาจจะส่งให้ตัวเองได้แค่ 1 มหาวิทยาลัย อีก 2 มหาวิทยาลัยต้องรอค่าขนมสัปดาห์ต่อไป กลัวจะส่งไม่ทัน ก็ตัดสินใจส่งไปแบบลงทะเบียนแล้วเปิดเว็บเช็คทุกวันว่าเอกสารถึงรึยัง ซึ่ง 2 มหาวิทยาลัยแรกที่เลือกขึ้นว่าถึงประเทศจีนแล้ว แต่ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเดือน

ส่วนมหาวิทยาลัยที่สามนั้น มีอาจารย์เซ็นรับเรียบร้อย ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มีเหตุต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ แต่ด้วยความคิดเด็กๆ เราก็อ่านกระทู้พันทิปนะว่าปกติมหาวิทยาลัยเค้าไม่โทรมาบอกตรงๆ แต่จะส่งอีเมล์มาบอก ก็คิดว่าไม่เป็นไร เปลี่ยนไปได้สักพัก เงียบฉี่...ไม่มีอีเมล์ใดๆเข้า ตอนนั้นก็ตัดสินใจไป 80% แล้วคิดว่าปีหน้าค่อยสมัครใหม่ ไม่ท้อเว้ยยยย

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ในขณะที่กำลังนั่งดูทีวียามเย็นปลอบใจตัวเอง จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เพียงแค่ฮัลโหล อีกฝ่ายก็พูดตอบกลับมาว่า 'สวัสดีครับ ผมโทรมาจากสถานฑูตไทยประจำมณฑลxxx มหาวิทยาลัยxxx ที่น้องได้ทำการสมัครทุนมณฑลไว้ได้ตอบรับน้องเข้าเรียนแล้ว แต่อาจารย์เค้าติดต่อน้องไม่ได้ เลยให้ทางสถานฑูตช่วยติดต่อให้หน่อย และให้น้องส่งอีเมล์กลับหาอาจารย์หวาง

 อีเมล์คือxxx ตามหน้าเว็บไซต์ของคณะมหาวิทยาลัยได้เลยครับ' และวางไป คือตอนนั้นก็คิดว่า เฮ้ย หลอกเราปะเนี่ย โทรมาพูดๆๆแล้ววาง แถมเป็นเวลาไทยก็ 5 โมงเย็นแล้ว เวลาจีนน่าจะเร็วกว่า 1 ชั่วโมง ไม่เลิกงานแล้วเหรอ แล้วมีเบอร์บ้านได้ไง งงในงง (แต่พอมาคิดดู จริงๆสมุดหน้าเหลืองตอนนั้นอาจจะมีชื่อและเบอร์โทรที่บ้านอยู่)

 จึงรีบเปิดคอมพิวเตอร์และส่งอีเมล์ไปหาอาจารย์หวางจากหน้าเว็บไซต์ทันที หลังจากนั้นไม่เกิน 5 นาที อาจารย์หวางตอบกลับมาทันที และบอกเวลาที่ต้องเดินทางมากับกฎระเบียบต่างๆ โอ้ ตอนนั้นยังไม่ทันตอบอีเมล์อาจารย์อีกรอบ รีบโทรบอกพ่อกับแม่ จำได้ว่าพ่อดีใจมาก แทบจะขอคุยอีเมล์กับอาจารย์แทนเราเลยทีเดียว (พ่อไปอีเมล์กับอาจารย์และแม่โทรคุยกับอาจารย์ แบบพูดอังกฤษกัน)